สารสำคัญ

น้ำมันปลา

ปลาทะเลห้าชนิดเรียงจากเล็กไปใหญ่ แองโชวี่ ซาร์ดีน แมคเคอเรล พอลล็อกอลาสกา และแซลมอน
ในภาพเรียงจากเล็กไปใหญ่คือ แองโชวี่ ซาร์ดีน แมคเคอเรล พอลล็อกอลาสกา และแซลมอน ทั้งห้าเป็นปลาทะเลที่ใช้เป็นวัตถุดิบของน้ำมันปลา ตัวปลาไม่ได้สังเคราะห์โอเมก้า-3 ขึ้น⁠มา⁠เอง แต่ได้รับจากสาหร่ายและแพลงก์ตอนที่กินเข้าไป แล้วสะสมไว้ในเนื้อเยื่อ ปลาที่อาศัยในน้ำเย็นต้องมีไขมันที่คงสภาพเหลวที่อุณหภูมิต่ำ จึงสะสมกรดไขมันกลุ่มนี้ไว้มากกว่าปลาน้ำอุ่น แองโชวี่ ซาร์ดีน และแมคเคอเรล ถูกจับเพื่อผลิตน้ำมันปลาและปลาป่นโดยตรง ส่วนพอลล็อกและแซลมอนเป็นปลาเนื้อที่จับเพื่อบริโภค น้ำมันจึงเป็นผลพลอยได้จากสายการผลิตอาหาร ร่างกายมนุษย์สังเคราะห์กรดไขมันกลุ่มนี้เองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น

น้ำมันปลาคือไขมันที่สกัดจากปลาทะเล สิ่งที่ทำให้น้ำมันชนิดนี้ต่างจากน้ำมันอื่นคือปริมาณกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า-3 ที่สูง กรดไขมันกลุ่มนี้จัดเป็นกรดไขมันจำเป็น ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหาร และแหล่งอาหารที่ให้ปริมาณสูงที่สุดคือปลาทะเล

ในกลุ่มโอเมก้า-3 มีสองชนิดที่มีข้อมูลการศึกษารองรับมากที่สุด คือ EPA (eicosapentaenoic acid) และ DHA (docosahexaenoic acid) ปลาแต่ละชนิดให้สองตัวนี้ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน และน้ำมันปลาแต่ละสูตรก็เช่นเดียวกัน สัดส่วนดังกล่าวเป็นตัวกำหนดว่าน้ำมันปลานั้นเหมาะกับเรื่องใด

เจาะลึก EPA: ทำไมระบบหลอดเลือดและหัวใจถึงต้องการกรดไขมันชนิดนี้?

  • ยุติการอักเสบเรื้อรังระดับเซลล์ (Inflammation Resolution): EPA ทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นหลักในการสร้างโมเลกุลระงับการอักเสบ (Resolvins) ช่วยลดภาวะอักเสบซ่อนเร้นในผนังหลอดเลือดและเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของความเสื่อมในระบบไหลเวียนโลหิต
  • ลดไตรกลีเซอร์ไรด์ โดยไม่เพิ่มไขมันเลว (LDL-C): กลไกเฉพาะตัวของ EPA สามารถลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ (TG) ในกระแสเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ส่งผลให้คอเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL-C) พุ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้ DHA เพียงอย่างเดียว
  • เสริมความเสถียรของคราบไขมัน (Plaque Stabilization): โมเลกุลของ EPA แทรกตัวเข้าสู่เยื่อหุ้มเซลล์หลอดเลือด ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงที่คราบไขมัน (Plaque) จะปริแตกและก่อให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลัน
  • ความเข้มข้นและความสดใหม่เป็นคนละเรื่องกัน และต้องดูทั้งคู่: ปริมาณ EPA ต่อแคปซูลบอกว่าได้รับเท่าไร ส่วนค่าการเกิดออกซิเดชันของน้ำมัน (TOTOX) บอกว่าสิ่งที่ได้รับยังอยู่ในสภาพเดิมหรือไม่ น้ำมันปลาที่ออกซิไดซ์แล้วจะเสียโครงสร้างของกรดไขมันไป ปริมาณที่พิมพ์บนฉลากจึงไม่ใช่ปริมาณที่ร่างกายได้รับจริง ฉลากที่ระบุทั้งสองค่าจึงตรวจสอบได้มากกว่าฉลากที่ระบุแค่ค่าเดียว
แผนภาพเยื่อหุ้มเซลล์ มีสายกรดไขมันสีเขียวแทรกอยู่ระหว่างชั้นไขมัน
สายสีเขียวคือ EPA ที่เข้าไปแทรกอยู่ระหว่างชั้นไขมันของเยื่อหุ้มเซลล์ ไม่ใช่ผ่านมาแล้วผ่านไป การอยู่ตรงนั้นมีผลสองอย่าง อย่างแรกคือเยื่อหุ้มเซลล์ยืดหยุ่นขึ้น อย่างที่สองคือเวลาร่างกายต้องการกรดไขมันไปสร้างสารที่ใช้สื่อสารระหว่างเซลล์ ก็ดึงจากเยื่อหุ้มเซลล์ตรงนี้ไปใช้ ได้สารแบบไหนออกมาจึงขึ้นกับว่ามีกรดไขมันชนิดใดสะสมอยู่ และเพราะสัดส่วนนี้ค่อยๆ เปลี่ยน การกินโอเมก้า-3 จึงนับกันเป็นสัปดาห์ ไม่ใช่ข้ามคืน

EPA และ DHA ต่างกันอย่างไร — สรุปจากหลักฐานปัจจุบัน

EPA และ DHA เป็นกรดไขมันโอเมก้า-3 สายยาวเหมือนกัน และมีผลทับซ้อนกันหลายด้าน แต่หลักฐานจาก RCT และงานปริทัศน์เชิงระบบพบว่าทั้งสองไม่ได้ออกฤทธิ์เหมือนกันทั้งหมด โดยเฉพาะด้านไขมันในเลือด หัวใจและหลอดเลือด และบทบาทเชิงโครงสร้างของสมอง

แบบจำลองโมเลกุล EPA สีเขียวและ DHA สีทอง วางเทียบกัน
ทั้งคู่เป็นโอเมก้า-3 สายยาว ต่างกันที่ความยาวของสายและจำนวนรอยหัก EPA สีเขียวสั้นกว่าและตรงกว่า DHA สีทองยาวกว่าและคดกว่า รูปร่างที่ต่างกันทำให้ร่างกายเอาไปใช้คนละทาง DHA ที่คดกว่าช่วยให้เยื่อหุ้มเซลล์ยืดหยุ่นสูง จึงไปสะสมมากในสมองและจอตา ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ต้องส่งสัญญาณเร็ว ส่วน EPA ที่ตรงกว่าถูกใช้เป็นสารตั้งต้นของรีโซลวินซีรีส์ E ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายสร้างเพื่อยุติการอักเสบ ฉลากที่เขียนแค่ว่าโอเมก้า-3 จึงยังไม่พอ ต้องดูว่าเป็น EPA เท่าไร DHA เท่าไร

ตารางต่อไปนี้เปรียบเทียบ EPA กับ DHA ทีละหัวข้อตามหลักฐานที่มีอยู่ ทั้งสองชนิดไม่ได้ทดแทนกัน และแต่ละชนิดมีหัวข้อที่ข้อมูลหนักไปทางนั้น EPA เด่นในกลุ่มหลอดเลือดและการอักเสบ ส่วน DHA เด่นในกลุ่มโครงสร้างของสมองและจอตา

ผลต่อร่างกายEPADHAหลักฐาน
Cardiovascular events↓ ในการทดลองที่ใช้ EPA เดี่ยวไม่มีการทดลองแบบเดี่ยวREDUCE-IT และ JELIS ใช้ EPA เดี่ยวขนาดสูง พบการลดลงของเหตุการณ์ทางหลอดเลือดและหัวใจ การทดลองที่ให้ EPA ร่วมกับ DHA ไม่พบผลเดียวกัน
Inflammation (hs-CRP)↓ ชัดกว่า↓ น้อยกว่าEPA เป็นสารตั้งต้นของรีโซลวินซีรีส์ E ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ทำหน้าที่ยุติการอักเสบ
Arterial plaqueชะลอการสะสมข้อมูลจำกัดEPA แทรกอยู่ในเยื่อหุ้มเซลล์ผนังหลอดเลือด ลดการเกิดออกซิเดชันของ LDL และสัมพันธ์กับแผ่นพลัคที่เสถียรขึ้น
Triglyceride↓ ปานกลาง↓ มากกว่าเล็กน้อยDHA มีแนวโน้มลด TG มากกว่าเล็กน้อย
LDL-C↔ หรืออาจลดเล็กน้อยอาจเพิ่มEPA ไม่เพิ่ม LDL-C ขณะที่ DHA มีแนวโน้มเพิ่ม ความแตกต่างนี้ค่อนข้างสม่ำเสมอใน RCT
HDL-Cผลน้อย↑ มากกว่า EPAโดยเฉพาะ HDL₂
LDL particle sizeผลน้อยกว่า↑ ขนาดอนุภาคDHA เพิ่มขนาดอนุภาค LDL
Blood pressureอาจช่วยหลักฐานค่อนข้างเด่นกว่าDHA มีแนวโน้มลดความดันมากกว่า EPA
Heart rateผลไม่ชัด↓DHA มีผลลดอัตราการเต้นหัวใจชัดกว่า
Platelet functionมีผลมีผลทั้งคู่มีผล แต่กลไกอาจต่างกัน
Oxidative stress↓↓พบผลทั้งคู่
Brain / retina structureมีบทบาทเด่นมากDHA เป็นองค์ประกอบสำคัญของสมองและจอตา
Fetal brain / eye developmentมีส่วนเด่นมากNIH ระบุ DHA โดยเฉพาะว่าสำคัญต่อพัฒนาการสมองและดวงตาของทารกในครรภ์
หยดน้ำมันปลาสองหยดแผ่บนกระดาษ หยดซ้ายใสจนเห็นเนื้อกระดาษ หยดขวาขุ่น
ออกซิเดชันคือการที่ออกซิเจนในอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับพันธะคู่ในสายกรดไขมัน พันธะคู่นี่เองคือส่วนที่ทำให้โอเมก้า-3 เป็นโอเมก้า-3 พอถูกออกซิเจนเล่นงาน สายก็แตกกลายเป็นสารอื่นที่ไม่ใช่ EPA อีก⁠ต่อ⁠ไป และเป็นที่มาของกลิ่นหืน โอเมก้า-3 มีพันธะคู่มากกว่าไขมันชนิดอื่นที่เรากิน จึงเสียง่ายที่สุดด้วย หยดขวาคือน้ำมันที่เริ่มเดินไปทางนั้นแล้ว สิ่งที่หายไปคือตัวโอเมก้า-3 เอง ตัวเลขบนฉลากจึงไม่ใช่ตัวเลขที่ร่างกายได้รับจริง น้ำมันปลาถึงต้องมีค่าความสดกำกับ ไม่ใช่มีแต่ปริมาณ

References

  1. Bhatt, D. L., Steg, P. G., Miller, M., Brinton, E. A., Jacobson, T. A., Ketchum, S. B., Doyle, R. T., Juliano, R. A., Jiao, L., Granowitz, C., Tardif, J. C., Johnsson, P. R., & REDUCE-IT Investigators. (2019). Cardiovascular Risk Reduction with Icosapent Ethyl for Hypertriglyceridemia. The New England Journal of Medicine, 380(1), 11–22. งานวิจัย REDUCE-IT ยืนยันว่าการใช้ EPA บริสุทธิ์โดสสูงช่วยลดความเสี่ยงเหตุการณ์รุนแรงทางหลอดเลือดและหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจขาดเลือดหรือสโตรก ได้ถึง 25% ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอร์ไรด์สูงhttps://www.doi.org/10.1056/NEJMoa1812792
  2. Yokoyama, M., Origasa, H., Matsuzaki, M., Matsuzawa, Y., Saito, Y., Ishikawa, Y., Oikawa, S., Sasaki, J., Hishida, H., Itakura, H., Kita, T., Kitabatake, A., Nakaya, N., Sakata, T., Shimada, K., Shirato, K., & JELIS Investigators. (2007). Effects of eicosapentaenoic acid on major coronary events in hypercholesterolaemic patients (JELIS): a randomised open-label, blinded endpoint analysis. The Lancet, 369(9567), 1090–1098. งานวิจัย JELIS ซึ่งเป็นการศึกษาระยะยาว 5 ปี พิสูจน์ผลลัพธ์ว่าการเสริม EPA ควบคู่กับการใช้ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน ช่วยลดการเกิดเหตุการณ์รุนแรงในโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพhttps://www.doi.org/10.1016/S0140-6736(07)60527-3
  3. Mason, R. P., Libby, P., & Bhatt, D. L. (2020). Emerging Mechanisms of Cardiovascular Protection for the Omega-3 Fatty Acid Eicosapentaenoic Acid. Arteriosclerosis, Thrombosis, and Vascular Biology, 40(5), 1135–1147. บทความวิชาการที่อธิบายกลไกเชิงลึกของ EPA ในการปกป้องหลอดเลือด โดยเฉพาะความสามารถในการแทรกตัวเข้าสู่เยื่อหุ้มเซลล์เพื่อต้านการอักเสบ และเสริมความเสถียรป้องกันไม่ให้คราบไขมัน หรือ Plaque ปริแตกจนเกิดลิ่มเลือดhttps://www.doi.org/10.1161/ATVBAHA.119.313286
  4. Innes, J. K., & Calder, P. C. (2018). The Differential Effects of Eicosapentaenoic Acid and Docosahexaenoic Acid on Cardiometabolic Risk Factors: A Systematic Review. International Journal of Molecular Sciences, 19(2), 532. งานวิจัยปริทัศน์เชิงระบบที่เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโอเมก้า-3 ทั้งสองชนิด ยืนยันว่า EPA โดดเด่นในการลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์โดยไม่ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL-C) เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เหนือกว่า DHA ในการคุมไขมันhttps://www.doi.org/10.3390/ijms19020532
  5. National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. (2024). Omega-3 Fatty Acids: Fact Sheet for Health Professionals. เอกสารของหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ที่รวบรวมหลักฐานเรื่องโอเมก้า-3 ไว้ในที่เดียว เป็นที่มาของสองแถวสุดท้ายในตาราง คือบทบาทของ DHA ต่อโครงสร้างสมองและจอตา และต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์https://ods.od.nih.gov/factsheets/Omega3FattyAcids-HealthProfessional/

สิทธิ์พิเศษสำหรับคุณ

ใช้โค้ดส่วนลดของคุณ

มีโค้ดส่วนลด หรือเป็นลูกค้าโรงพยาบาล หากใช้โค้ดพาร์ตเนอร์ ระบบจะจำผู้รับคอมมิชชันล่าสุด 3 เดือน

หรือ
ไม่มีโค้ด ก็รับส่วนลดตามจำนวนขวดได้